อายุการใช้งาน Filter และวิธีลดค่าไฟ AHU
สัญญาณเตือนว่าควรเปลี่ยนแผ่นกรอง และวิธีช่วยให้ระบบทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อยที่สุดคือ "แผ่นกรองใช้ได้กี่เดือน" ซึ่งไม่มีคำตอบที่ตายตัว เพราะอายุการใช้งานขึ้นกับปริมาณฝุ่นที่ผ่านเข้ามา ไม่ใช่เวลาที่ผ่านไป โรงงานริมถนนกับอาคารสำนักงานที่ใช้แผ่นรุ่นเดียวกัน อาจต่างกันสามเท่า
ตัวเลขที่ควรใช้ตัดสินใจ
สิ่งที่บอกได้จริงคือ แรงดันตกคร่อม (Pressure Drop) ติดเกจวัดความดันต่างคร่อมชุดกรองแล้วจดค่าไว้ตั้งแต่วันเปลี่ยนแผ่นใหม่ เมื่อค่าขึ้นถึงประมาณสองเท่าของค่าตั้งต้น หรือถึงค่าที่ผู้ผลิตกำหนดไว้ ก็ถึงเวลาเปลี่ยน
ค่าที่ใช้กันทั่วไป:
- Pre Filter (G4) เริ่มต้นราว 50 Pa เปลี่ยนที่ 150–200 Pa
- Medium Filter (F7–F9) เริ่มต้นราว 100 Pa เปลี่ยนที่ 250–300 Pa
- HEPA (H13–H14) เริ่มต้นราว 250 Pa เปลี่ยนที่ 500–600 Pa
สัญญาณที่เห็นได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องมือ
- ลมที่ปลายทางเบาลง ห้องปลายสายไม่เย็น
- ค่าไฟของระบบปรับอากาศสูงขึ้นทั้งที่การใช้งานเท่าเดิม
- มีฝุ่นเกาะที่หน้ากากจ่ายลมหรือคอยล์
- ได้กลิ่นอับเมื่อระบบเริ่มทำงาน
- แผ่นกรองยุบตัวหรือกรอบบิด — ข้อนี้ต้องเปลี่ยนทันที ไม่ต้องรอค่าเกจ
วิธีลดค่าไฟที่ทำได้จริง
ใส่ Pre Filter ให้ถูกชั้น แผ่นราคาไม่กี่ร้อยบาทที่เปลี่ยนบ่อย ยืดอายุแผ่น HEPA ที่แพงกว่ามากได้เป็นเท่าตัว การประหยัดด้วยการไม่ใส่ Pre Filter จึงแพงกว่าเสมอ
อย่าเลือกชั้นกรองสูงเกินความจำเป็น ทุกชั้นที่เพิ่มขึ้นคือแรงดันที่พัดลมต้องเอาชนะตลอดเวลา
เลือกแผ่นที่มีพื้นที่กรองมากขึ้นแทนการเปลี่ยนถี่ขึ้น แผ่นแบบจีบลึกหรือ Pocket ที่ยาวกว่ามีพื้นที่กรองมากกว่า แรงดันตกคร่อมจึงขึ้นช้ากว่าที่ปริมาณฝุ่นเท่ากัน
เปลี่ยนตามค่าที่วัดได้ ไม่ใช่ตามปฏิทิน เปลี่ยนเร็วเกินไปคือทิ้งแผ่นที่ยังใช้ได้ เปลี่ยนช้าเกินไปคือจ่ายค่าไฟเพิ่มทุกวันจนกว่าจะเปลี่ยน
ข้อควรระวัง
อย่าล้างแผ่นกรองที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ล้าง การฉีดน้ำหรือเป่าลมทำให้เส้นใยเสียรูปถาวร แผ่นกลับมาดูสะอาดและแรงดันตกคร่อมลดลงจริง แต่ประสิทธิภาพการกรองหายไปแล้ว — ระบบเดินต่อได้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าไม่ได้กรองอะไรอีกต่อไป

